วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

The Best of Me (2014) by Michael Hoffman

Stars : 
Michelle Monaghan, James Marsden, Luke Bracey, Liana Liberato

Genre : Drama, Romantic

Synopsis :
Amanda และ Dawson คู่รักวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่สถานะแตกต่างกัน แต่ด้วยสถานการณ์บางอย่างทำให้พวกเขาต้องพรากจากกัน 20 ปีผ่านไป พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เนื่องด้วยการจากไปของเพื่อนเก่า และได้พบว่าAmanda ได้แต่งงานไปแล้ว แต่ชีวิตการแต่งงานของเธอกลับไม่มีความสุข เธอยังคงมีใจให้กับ Dawson

Review :
หนังเรื่องนี้ใช้วิธีการเล่าเรื่องตัดสลับเรื่องราวเมื่อ 20ปี ไม่สิ! 21ปีก่อน กับเรื่องราวในปัจจุบัน นอกจากนี้กุญแจสำคัญในการเล่าอีก 2 อย่าง จดหมายจาก Tuck และจดหมายของDawsonในตอนท้าย เรื่องนี้ใช้ Transition ในการเล่าเรื่องได้ลื่นไหล ด้านภาพมีความสวยงาม ความเข้ากันของแสงสีเสียง ทำให้ทุกอย่างดูลื่นไหลและเต็มไปด้วยความสวยงาม แม้จะเป็นตอนที่เจ็บปวด แต่ความรักก็สวยงามเสมอ แม้ว่าเราจะพยายามปล่อยความรักนั้นไปแต่ในท้ายที่สุดเราก็กลับมาเจอกัน แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ความรักก็ยังคงอยู่ นอกจากนี้การดำเนินเรื่องทำให้รู้สึกเหมือนกำลังมองดูความรักที่สวยงามแม้ว่าจะผ่านไป 21 ปี ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจะเห็นได้จาก ในอดีตเกิดเหตุการณ์เช่นไร ปัจจุบันก็ยังคงเดิมแม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม สุดท้ายหนังเรื่องนี้กลับมาตอบโจทย์กับชื่อเรื่อง The Best of Me มากๆ ทั้งตัว Dawson ที่ดีตลอดมา และAmanda ที่จะยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดตลอดไป

 

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

Begin Again (2013) by John Carney

สวัสดีครับ!! นี่เป็นบล็อคแรกที่ผมเขียนนะครับ อาจจะยังไม่ดีติชมได้ครับ

Stars:

Keira Knightley, Mark Ruffalo, Adam Levien

Synopsis
Gretta กับแฟนหนุ่ม Dave คู่รักนักแต่งเพลง ทั้งสองเดินทางสู่ New York เมืองแห่งแสงสีเพื่อเซ็นสัญญากับค่ายเพลง ทำให้ Dave หลงระเริงจนสุดท้ายความสัมพันธ์ทั้งสองได้จบลง Gretta จากมาและได้ร้องเพลงที่ร้านEast Village stageในมหานคร New York ซึ่งทำให้ได้พบกับ Dan Producer ตกอับ ทั้งสองต้องร่วมมือกันแต่งเพลงที่มหานคร New York 

Review:
จากการดูหนังเรื่อง Begin again ต้องยอมรับว่าผู้กำกับ John Carney เก่งมากในเรื่องของการเล่าเรื่อง โดยตามเนื้อหาของบทแล้วค่อนข้างเบา แต่ผู้กำกับเพิ่มลูกเล่นในการเล่าเรื่องให้เราดูสิ่งเดิมแต่ไม่ใช่ของเดิม โดยการเดินเรื่องปกติจะดำเนินจาก1 2 3.... ไปจนถึง10 ตามลำดับ แต่ในเรื่อง Begin Again ดำเนินเรื่องจาก 3 4 แล้วย้อนไป 1 2 3 4 ในอีกมุมของตัวละคร ซึ่งการเล่าแบบนี้คนดูจะสามารถรู้ได้เองว่าเหตุการณ์ลำดับเช่นไร แต่การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดความน่าเบื่อได้ง่ายเนื่องจากผู้ชมจะต้องดูฉากเดิมถึง2ครั้ง ซึ่งปัญหานี้ John Carney ได้แก้ไขโดยใช้เสียงเพลงที่ไม่สมบูรณ์และสมบูรณ์ในการแก้ปัญหา ทำให้แต่ละครั้งรู้สึกที่ได้ฟังเพลงความรู้สึกค่อยๆถูกเติมเต็มเข้ามาเรื่อยๆ และฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจโดยส่วนที่เป็นช่วงความคิดของDanเครื่องดนตรีสามารถขยับเองได้ สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก นอกจากนี้เรื่องนี้สามารถใช้ดนตรีในการเล่าอธิบายอารมณ์ของตัวละครต่างๆได้ดีไม่เพียงแต่เนื้อหาเพลงแต่รวมถึงเสียงดนตรี เหมือนกำลังดูmv ของหลายๆเรื่องที่เนื้อหาซ้ำแต่ไม่ซ้ำ และทุกครั้งที่มีเรื่องเศร้าเข้ามามักจะมีมุขตลกสอดแทรกตลอดที่ทำให้รู้สึกผ่อนลงแต่บางครั้งก็ทำให้หนักขึ้น ค่อนข้างเหมาะกับวัยรุ่นที่อยากตามหาฝัน "ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในนิวยอร์ค" และต้องการดูความรักที่เบาสมองเพลงเพราะๆสะท้อนถึงอารมณ์ แนะนำให้ฟังเพลงก่อนแล้วค่อยไปดูหนังและจะรู้สึกอารมณ์ที่แตกต่างระหว่างการฟังครั้งแรกและฟังในหนัง.....เราจะได้เห็นบุคคล 2ประเภทชัดๆในหนังเรื่องนี้ คือ

Dave เป็นเสมือนตัวแทนของผู้คนที่หลงระเริงในแสงสีใส่ใจกับสปอทไลท์และผู้คน ทำทุกอย่างเพื่อให้คนชอบ
Gretta เป็นเสมือนตัวแทนของคนที่ทำในสิ่งที่รักเพื่อให้ตนเองมีความสุข

ซึ่งสะท้อนสิ่งที่เป็นในสังคมในปัจจุบัน....